มหิดลปลื้ม! ติดอันดับ 1 มหา'ลัยของประเทศใน 3 สาขา และอันดับ 61 ของโลกจากการจัดอันดับโดย QS “หมออุดม” ชี้เป็นเครื่องสะท้อนคุณภาพด้านวิชาการ และความโดดเด่นด้านการแพทย์ ทั้งยังได้จัดอันดับ 1 ของประเทศโดยสถาบัน URAP ด้านผลงานวิชาการที่เข้มข้น มีการเผยแพร่และได้รับอ้างอิง ตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิจัยและการเรียนรู้
       
       วันนี้(18 พ.ค.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ศาลายา จ.นครปฐม ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมม. พร้อมด้วย ศ.นพ.บรรจง มไหสวริย รองอธิการบดี มม. แถลงข่าวผลการจัดอันดับ QS World Universities Ranking 2014 - 2015 โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า ผลการจัดอันดับปรากฎว่า มม.เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1ของประเทศไทยถึง 3 สาขาได้แก่ สาขาการแพทย์ (Medicine) สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Science) และสาขากฎหมาย (Law) ที่สำคัญมหาวิทยาลัยยังติดลำดับที่ 61 ของโลก ในสาขาการแพทย์ (Medicine)ด้วย และอยู่ในอันดับ 7 ของมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นมหาวิทยาลัยมีความเด่นทางด้านการแพทย์ของโลก มีความเข้มแข็งทางวิชาการ รวมทั้งความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายงานวิจัยทางด้านการแพทย์กับองค์กรนานาชาติ ประกอบกับมหาวิทยาลัยีการสนับสนุนการสร้างงานวิจัยที่มีความเป็นเลิศ ส่งเสริมการวิจัยพื้นฐานเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ การวิจัยประยุกต์ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และการวิจัยแบบบูรณาการที่ครอบคลุมสาขาต่างๆ 
       
       นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันURAP หรือ University Ranking by Academic Performance ซึ่งตั้งขึ้นโดยสถาบันสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเทคนิคตะวันออกกลาง (Informatics Institute of Middle East Technical University) ประเทศตุรกี และเป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกอีกแห่งหนึ่งที่เน้นผลงานวิชาการอย่างเข้มข้น ได้ประกาศผลการจัดอันดับ ผลปรากฎว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับ 1ของประเทศไทย โดยพิจารณาจากคุณภาพและปริมาณของผลงานวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่และได้รับการอ้างอิง รวมทั้งพิจารณาถึงความร่วมมือทางด้านงานวิจัยในระดับนานาชาติ
       
       "ผลการจัดอันดับครั้งนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สาขาการแพทย์ ของมหาวิทยาลัยไทยที่ติด 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยโลก อย่างไรก็ตาม มหิดลมีความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัย การเรียนรู้ การให้บริการทางวิชาการและความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป" ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

 

ที่มาhttp://astv.mobi/AXTxY5o